เขียนแปะเก็บไว้ก่อน เอาไว้ทีหลังค่อยแนบภาพของตัวอักษรแต่ละแบบ
ตัวอักษรจีนมีการแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ซึ่งมักแบ่งตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งแบ่งคร่าวๆ ได้ประมาณนี้ แต่บอกก่อนว่าการแบ่งประเภทที่ผมจะพูดถึง ไม่ได้แบ่งอย่างเป็นทางการนะครับ
1. อักษรจ้วนซู (篆书 / 篆書 - Zhuànshū) | อักษรตราประทับ
เป็นรูปแบบอักษรที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มนี้ มีความโค้งมน ลายเส้นมีความหนาเท่ากันสม่ำเสมอ คล้ายภาพวาด มักใช้ในการแกะสลักตราประทับโบราณ แบ่งย่อยเป็น:
ต้าจ้วน (大篆) อักษรจ้วนแบบโบราณ (รวมถึงอักษรบนกระดูกสัตว์และเครื่องสัมฤทธิ์)
- เจี่ยกู๋เวิน (甲骨文) อักษรในยุคแรกจะเป็นอักษรกระดูก ซึ่งแกะสลักลงบนกระดูกสัตว์และกระดองเต่า (ยุคราชวงศ์ซาง - ประมาณ 3,000 กว่าปีที่แล้ว) เส้นสายจะแหลม คม และเป็นเหลี่ยมมุมชัดเจน เพราะใช้ของมีคมจารึกลงบนกระดองเต่าหรือกระดูกสัตว์ ตัวอักษรยังมีความคล้าย "ภาพวาดลายเส้น" (Pictogram) อยู่มาก
- จินเวิน (金文) อักษรบนเครื่องสัมฤทธิ์ (ยุคราชวงศ์โจว) เริ่มหล่อขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ ทำให้เส้นสายมีความหนา อวบอิ่ม และมีความโค้งมนมากกว่าอักษรกระดูกสัตว์
เสี่ยวจ้วน (小篆) อักษรจ้วนเล็กที่ถูกปรับให้เป็นมาตรฐานในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ พระองค์ได้รวบรวมและเรียบเรียงปรับตัวอักษรจ้วนโบราณ (ต้าจ้วน) ทั้งหมดให้กลายเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งแผ่นดินจีน เป็นรูปแบบเส้นโค้งสมมติเมตร มีความหนาเท่ากันสม่ำเสมอ เป็นรูปแบบที่เรามักเห็นบนแกะสลักตราประทับจีน
2. อักษรลี่ซู (隶书 / 隸書 - Lìshū) | อักษรทาส หรือ อักษรทางการ
พัฒนาในสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่นเพื่อความรวดเร็วในการเขียนแทนอักษรจ้วนซู มีลักษณะเด่นคือ ตัวอักษรจะแบนกว้าง (กว้างกว่าสูง) ลายเส้นมีน้ำหนักหนักเบาชัดเจน โดยเฉพาะเส้นขวางที่มักจะงอนขึ้นคล้าย "หางนกนางแอ่น" (雁尾 - เยี่ยนเหว่ย)
3. อักษรข่ายซู (楷书 / 楷書 - Kǎishū) | อักษรมาตรฐาน หรือ อักษรตัวบรรจง
พัฒนาขึ้นในปลายราชวงศ์ฮั่นและรุ่งเรืองสุดขีดในราชวงศ์ถัง เป็นอักษรตัวบรรจงที่เป็น มาตรฐานในการเรียนการเขียนจนถึงปัจจุบัน โครงสร้างตัวอักษรเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตรงไปตรงมา อ่านง่าย เป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุด
4. อักษรสิงซู (行书 / 行書 - Xíngshū) | อักษรกึ่งตัวเขียน หรือ อักษรหวัดแกมบรรจง (ส่วนตัวผมเรียกว่าตัวหวัด)
พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้เขียนได้เร็วขึ้นกว่าอักษรข่ายซู โดยการเชื่อมโยงลายเส้นเข้าด้วยกันแต่ยังคงอ่านง่ายอยู่ เปรียบเสมือน "คนกำลังเดิน" (ตามชื่อ "สิง" ที่แปลว่าเดิน) เป็นรูปแบบที่นิยมใช้เขียนในชีวิตประจำวันมากที่สุด
5. อักษรเฉ่าซู (草书 / 草書 - Cǎoshū) | อักษรตัวเขียน หรือ อักษรหวัด (ส่วนตัวผมเรียกว่าตัวโคตรหวัด ตัวอักษรส่วนใหญ่อ่านไม่ออกเลย)
เป็นรูปแบบที่เขียนได้รวดเร็วที่สุด ลายเส้นจะเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องและลดทอนขีดไปอย่างมาก จนบางครั้งดูคล้ายภาพวาดแนวนามธรรม เปรียบเสมือน "คนกำลังวิ่ง" เขียนง่ายและเร็วมาก แต่นิยมใช้ในเชิงศิลปะมากกว่า เนื่องจากคนทั่วไปมักจะอ่านได้ยาก
สรุปลักษณะเด่นแบบย่อๆ ก็คือ
- จ้วนซู เส้นโค้งมน หนาเท่ากัน คล้ายรูปภาพ — ตัวอักษรจะมีความยาวในแนวตั้ง เส้นสายโค้งมนและดูคล้ายกับรูปภาพโบราณ
- ลี่ซู ตัวแบนกว้าง มีเส้นหางนกงอนขึ้น — ตัวอักษรจะเริ่มเปลี่ยนเป็นทรงแบนกว้างในแนวนอน และมีปลายเส้นขวางที่ตวัดขึ้นคล้ายหางนก
- ข่ายซู บรรจง เป็นระเบียบ ทรงสี่เหลี่ยม — เป็นตัวบรรจงมาตรฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส เส้นตรงและขีดคมชัด เป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุด
- สิงซู พลิ้วไหว ปานกลาง เขียนง่ายอ่านง่าย — เริ่มมีลายเส้นที่เชื่อมต่อกัน ดูลื่นไหลและมีชีวิตชีวาขึ้นเหมือนคนกำลังเดิน
- เฉ่าซู หวัดมาก เส้นเชื่อมโยง เน้นอารมณ์ศิลปะ — ลายเส้นจะหวัดและตวัดเชื่อมกันเป็นเส้นเดียวอย่างรวดเร็ว จนลดทอนรูปฟอร์มเดิมไป กลายเป็นงานศิลปะที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก
แบบอักษรที่พูดถึงด้านบน นอกจากประเภทที่ 1 (จ้วนซู) แล้ว ที่เหลือ (2-5) จะเป็นกลุ่มอักษรในรูปแบบพู่กันจีนโบราณ ซึ่งในยุคถัดมาได้เกิด "อักษรเพื่อการพิมพ์" ขึ้นมาอีกประเภท
ตัวอักษรในกลุ่มนี้ หลักๆ จะแบ่งเป็น "ซ่งถี่" กับ "เฮยถี่"
6. อักษรซ่งถี่ (宋体 - Sòngtǐ) | อักษรตัวเพื่องานพิมพ์
ลักษณะเด่นคือ
- เส้นนอนบาง เส้นตั้งหนา: เส้นในแนวนอนจะมีความบางมาก ส่วนเส้นในแนวตั้งจะมีความหนาและเข้มชัดเจน
- มี "หัวสามเหลี่ยม" ที่ปลายเส้น: ตรงปลายสุดของเส้นนอนฝั่งขวา จะมีปุ่มสามเหลี่ยมเล็ก ๆ (คล้ายหัวลูกศรหรือเชิงอักษร) ซึ่งเกิดจากการเลียนแบบจังหวะการกดพู่กันจีน
- โครงสร้างเหลี่ยมคมชัดเจน: ตัวอักษรจะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ดูเป็นระเบียบ สะอาดตา และอ่านง่ายในระยะไกล
ทางไต้หวันกับฮ่องกงมักนิยมเรียกว่าอักษรแบบนี้ว่า "หมิงถี่" (明体 - Míngtǐ) มากกว่า สาเหตุเนื่องจากตัวอักษรประเภทนี้เริ่มมีการใช้งานในสมัยราชวงศ์ซ่ง (宋代) เพราะในยุคนั้นเริ่มมีการใช้แม่พิมพ์บล็อกไม้เพื่อตีพิมพ์หนังสือแบบผลิตในจำนวนมาก การที่ช่างแกะสลักแม่พิมพ์ต้องแกะตัวอักษรพู่กันตัวบรรจง (ข่ายซู) นั้นจะค่อนข้างกินเวลามากและทำลำบาก ช่างแกะจึงค่อยๆ ปรับเส้นอักษรให้เรียบง่ายเหมาะแก่การพิมพ์มากขึ้น ปรับเส้นโค้งให้เป็นเส้นตรง เส้นตั้งหนากว่าเส้นนอน เพื่อให้แกะสลักได้เร็วขึ้น และตัวแม่พิมพ์มีความทนทานต่อการพิมพ์ได้มากกว่า ไม่แตกหักง่าย
จากนั้นก็มีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนถึงสมัยราชวงศ์หมิง (明代) รูปแบบการแกะไม้แม่พิมพ์ลักษณะนี้ก็ได้ถูกพัฒนาจนสวยงามกลายเป็นมาตรฐานของการพิมพ์ไป จนโรงพิมพ์ทั่วประเทศแทบจะใช้ตัวอักษรแบบนี้เหมือนกันหมด
ด้วยเหตุนี้ทางจีนแผ่นดินใหญ่จึงเรียกอักษรประเภทนี้ว่า "ซ่งถี่" (宋体) เพื่อเป็นเกียรติของราชวงศ์ซ่งซึ่งเป็นต้นกำเนิด ส่วนทางได้หวันฮ่องกงจะเรียกว่า "หมิงถี่" (明体 / 明朝体) เพราะเป็นยุคราชวงศ์ที่แบบอักษรนี้สมบูรณ์และแพร่หลาย
7. อักษรเฮยถี่ (黑体 - Hēitǐ) | อักษรแสดงผลบนหน้าจอดิจิทัล
เส้นอักษรจะมีความหนาบางเท่ากันสม่ำเสมอในทุก ๆ เส้น ไม่มีเส้นนอนบางเส้นตั้งหนาเหมือนซ่งถี่ และที่ปลายเส้นจะถูกตัดตรงเรียบ ไม่มีหัวสามเหลี่ยม ตัวอักษรจะดูทันสมัย เป็นเหลี่ยมมุมชัดเจน
ตัวอักษรกลุ่มนี้ออกแบบมาเพื่อเน้นความชัดเจนและอ่านง่ายบนหน้าจอดิจิทัล เช่นหน้าเว็บไซต์ ป้ายประกาศ หัวเรื่องข้อความ หน้าจอคอมพิวเตอร์
ในกลุ่มอักษรเฮยถี่ ก็มีประเภทย่อยลงมาอีก นั่นคือ "หยวนถี่" (圆体 / 圓體 - Yuántǐ) (Rounded Gothic)
ลักษณะเด่นของอักษรกลุ่ม "หยวนถี่" (圓體)
เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากตัวอักษรประเภท "เฮยถี่" ที่มีเส้นหนาเท่ากันหมดทั้งแนวตั้งและแนวนอน
คำว่า "หยวน" (圆/圓) ในภาษาจีนแปลว่า "กลม" ดังนั้นฟอนต์กลุ่มนี้จึงดัดแปลงเส้นขอบอักษรที่เป็นเหลี่ยมให้โค้งมนเพื่อมีความนุ่มนวลมากขึ้น ไม่แข็งกระด้างเหมือนต้นแบบ ทุกมุมหักและปลายเส้นที่เป็นเหลี่ยมเป็นรอยตัดจะถูกลบมุมออกทั้งหมด
ส่วนพวกอักษรลายมือหรือพวกอักษรวิจิตรทั้งหลาย (อย่างพวกอักษรดอกไม้) ผมโยนเข้าไปเป็นพวกอักษรศิลป์หมดละกัน
ตัวอักษรภาษาจีนที่เป็นลายมือพวกนี้ เวลาอ่านนิยายจีนหรือดูหนังจีน บางทีจะมีพูดว่าลายมือนี้อ่อนช้อยงดงาม ลายมือนี้พลิ้วไหว ลายมือนี้หนักแน่นทรงพลัง แต่ผมยังอ่อนด้อยกับภาษาจีนมาก บอกตามตรงว่าเข้าไม่ถึงความงดงามที่สาธยายออกมาจริงๆ ดูได้แค่ว่าบางลายมือดูสวยดีเท่านั้น
คนที่เขียนอักษรจีนได้สวยๆ ภาษาจีนเรียกว่า ซูฝ่าเจีย (書法家) ศัพท์ที่คนไทยแปลมาที่ผมเคยผ่านตาคือ "ลิปิกร" กับ "นักเขียนอักษรวิจิตร" ส่วนคนที่เราเคยเห็นในหนังจีนยุคเก่า ที่ตั้งโต๊ะเขียนตัวอักษรขาย อันนั้นเรียก "จื้อเจี้ยง" (字匠)
หลายปีมาแล้วเคยผ่านตาคำว่า "บันทึกหลังถิงซวี่" (蘭亭集序 Lántíng Jí Xù) หรือ "คำนำชุมนุมศาลากล้วยไม้" มาจากในนิยายจีน แล้วก็เลยไปค้นข้อมูลต่อ พบว่าเป็นผลงานของ หวังซีจื้อ (王羲之) ในยุคราชวงศ์จิ้น (ปี ค.ศ. 353) ถือเป็นวรรณกรรมและงานลายพู่กันจีนชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ได้รับการยกย่องเชิดชูให้เป็น "ยอดลายพู่กันสิงซูอันดับหนึ่งในใต้หล้า" (天下第一行书) มีเส้นสายที่ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ มีทั้งความพลิ้วไหวและแข็งแกร่ง
สมัยก่อนผมชอบอักษรข่ายซู ดูอ่านง่ายแล้วก็สวยงามตามที่ควรจะเป็น เห็นพวกอักษรตัวพิมพ์ (ซ่งถี่ / เฮยถี่) แล้วรู้สึกแข็งทื่อ สิงซูก็หวัดอ่านอยาก เวลาใช้งานผมก็ชอบใช้ฟอนต์ข่ายถี่เป็นหลัก
แต่หลังจากอ่านนิยายเรื่องฉันนี่แหละซูเปอร์สตาร์ จางเย่ได้สกิลเขียนตัวอักษรมา คนอื่นๆ บอกว่าจางเย่เขียนอักษรสิงข่ายได้สวยงามมาก
สิงข่ายคือตัวหวัดแกมบรรจง ไม่บรรจงถึงขนาดข่ายซู แต่ก็ไม่ได้หวัดขนาดสิงซู ไปค้นข้อมูลดูแล้วก็ชอบเหมือนกัน แต่หัดเขียนไม่ไหว เพราะพวกอักษรแบบนี้ก็มีลำดับการขีดเหมือนกัน
我不明白你文中最后那句话的意思。
他在文中明白了很多古人的智慧。
我今天早上在山上明白你的心意。
我月亮在天空中, 明白你的心。
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น