ดูมินิซีรีส์จีน แล้วมีเสียงพากย์ท่อนนึงที่ถูกใจ เลยเอามาตัดต่อทำเป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือเล่นๆ
ringtone - นายสนใจฉันหน่อย สนใจฉันหน่อยสิ
จากเรื่องนี้ อ่อยรักนายร้ายซ่อนเล็บ เวลา 2:37:25
[ keywords ]
ริงโทน, เสียงเรียกเข้า, ringtone
“อย่าเสียใจเมื่อมีคนไม่เห็นคุณค่า วันข้างหน้าต้องทำให้ดีกว่าวันวาน”
ดูมินิซีรีส์จีน แล้วมีเสียงพากย์ท่อนนึงที่ถูกใจ เลยเอามาตัดต่อทำเป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือเล่นๆ
ringtone - นายสนใจฉันหน่อย สนใจฉันหน่อยสิ
จากเรื่องนี้ อ่อยรักนายร้ายซ่อนเล็บ เวลา 2:37:25
[ keywords ]
ริงโทน, เสียงเรียกเข้า, ringtone
เครื่องอ่านอีบุ๊กจากจีน XTEINK X4 มีจุดเด่นที่ขนาดเล็กกะทัดรัดพกพาสะดวก แต่ไม่สามารถแสดงภาษาไทยได้แม้จะฝังฟอนต์ไทยลงในไฟล์ epub แล้วก็ตาม เคยสนใจเจ้าเครื่องนี้เหมือนกัน แต่พอแสดงอักษรไทยไม่ได้ ก็เลยไม่ได้ชายตามองอีก
ทีนี้มีเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม ชุมชนนักอ่าน eBook โพสต์ว่าสร้างเฟิร์มแวร์เพื่อให้เจ้า XTEINK X4 เครื่องนี้อ่านไทยได้แล้ว ดาวน์โหลดได้ที่ xteink.dve.al หรือ GitHub CrossPoint TH
สมัยก่อนเขียนโปรแกรมที่ใช้บนคอมฯ จะใช้ Delphi, Lazarus Free Pascal แต่ช่วงหลังๆ จะเขียน PHP เป็นหลักเสียมากกว่า แต่เวลาใช้งานมันจะต้องเปิด server เลยอยากได้เป็นโปรแกรมที่ทำงานบนคอมฯ ได้เลย ซึ่งเจ้า Lazarus มันไม่ค่อยยืดหยุ่นเรื่อง interface
ลองหาข้อมูลดูแล้วก็มาเจอ Golang แต่ช่วงก่อนยังไม่ค่อยสะดวกมานั่งศึกษา ตอนนี้คิดจะลองเริ่มใช้งานดูสักที เลยมาจดบันทึกกันลืมไว้ด้วย
การออกแบบหน้าเว็บให้ยืดหยุ่นสำหรับแสดงได้ทั้งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือได้ง่ายขึ้น ในปัจจุบันจะนิยมใช้ display แบบ flexbox แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ใช้บ่อย เวลาใช้ทีก็จะงงๆ เลยมาจดบันทึกไว้หน่อย
การจัดเรียงวัตถุต่างๆ แบบ flex ก็จะต้องกำหนด container สำหรับบรรจุให้มีคุณสมบัติ flexbox เสียก่อน เช่น
.container { display: flex; }
div { display: flex; }
form { display: flex; }
การจัดเรียงตามแนวนอนแกน x เรียกว่า main-axis
การจัดเรียงตามแนวตั้งแกน y เรียกว่า cross-axis
จากนั้นก็กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับ flexbox ให้กับวัตถุภายใน (flex item) ต่างๆ ลงไป โดยหากต้องการจัดเรียงวัตถุแบบซับซ้อน ก็สามารถกำหนดความเป็น container ให้กับวัตถุซ้อนลงไปหลายชั้นได้อีก นั่นคือ flex item ก็สามารถเป็น container ได้เช่นกัน
จดบันทึกวิธีการตรวจสอบสถิติเข้าเว็บของเราที่ใช้โฮสต์ blogspot
คุณแม่เห็นโฆษณาข้าวอินเดีย และตามปกติของผู้หลักผู้ใหญ่ที่มักถูกโฆษณาตก ก็เลยให้ซื้อมาลอง เห็นตอนที่หุงออกมาแล้วรู้สึกหน้าตามันตลกดี ยาวๆ คล้ายตัวหนอน ยาวตั้งสองเซนติเมตร ท่านแม่บอกว่าหุงแล้วนิ่มดี แต่ส่วนตัวรู้สึกไม่คุ้นกับเนื้อสัมผัส ยังไงก็ชอบข้าวไทยมากกว่า
ติดตั้ง Linux Mint ลงในเครื่องโน้ตบุ๊กแล้วอยากให้มีโหมดจำศีล (hibernate) เวลาที่ปิดฝาพับจอแล้วเครื่องจะดับ จากนั้นพอเปิดฝาขึ้นมาใหม่ก็สามารถทำงานต่อได้ทันที
สมัยก่อน Linux Mint กับ Ubuntu มีโหมดนี้มาพร้อมกับการติดตั้งแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่ Linux Mint 19 / Ubuntu 18.04 ก็เอาฟีเจอร์นี้ออกไป ถ้าอยากได้ต้องติดตั้งทำเอง
เพิ่งรู้ว่ามี (หรืออาจจะเคยรู้ก่อนแล้วลืม) ว่านอกจาก swap partition แล้ว Linux ก็สามารถใช้ swap file ได้ ซึ่งส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า swap file นี่จัดการพื้นที่ได้ยืดหยุ่นและสะดวกกว่า swap partition
หาข้อมูลเก็บไว้ก่อน ไว้ขยันและสะดวกเมื่อไหร่ค่อยมาลองทำ
[ Reference ]
ไฟล์ต้นฉบับนิยายภาษาจีนที่ผมได้รับเพื่อนำมาแปลไทย จะอยู่ในรูปแบบที่เป็น text file ซึ่งรวมทุก chapter ทั้งหมดไว้ในไฟล์เดียวกัน เนื่องด้วยวิธีการแปลงานของผมจะต้องตัดแยกแต่ละ chapter เก็บแยกเป็น record ในฐานข้อมูลเพื่อความสะดวกเวลาค้นหาข้อความ จึงต้องเขียนโปรแกรมเพื่อตัดข้อมูล
สมัยตอนแรกๆ นั้นผมเขียนเป็นโปรแกรม PHP ซึ่งการตัดแบ่งไฟล์นั้นจะใช้เวลาอยู่บ้าง โดยเฉพาะไฟล์ขนาดใหญ่ตามประสานิยายจีน และช่วงหลังๆ นี้การแปลงข้อมูลในรูปแบบ plain text เป็น html (หรือฟอร์แมตอื่น) ผมจะใช้ Pandoc เป็นหลัก
แต่หลังจากที่ลองเขียนเป็น python พบว่าสามารถทำงานได้เร็วกว่าใช้ PHP ผสม Pandoc มาก เลยเอามาจดเป็นบล็อกไว้กันลืม (ใช้ ChatGPT ให้สร้างโปรแกรมขึ้นมา)
โปรแกรม novel-convert.py อันนี้เอามาใช้งานแปลงไฟล์ได้ค่อนข้างสะดวก วิธีใช้งานต้องสั่งการด้วย command บน terminal โดยมีพารามิเตอร์ดังนี้
novel-convert.py [-h] [-v] [-clean] [-rn2n] [-line] [-html] [-cuthtml]
[-cuttext] [-h1] [-h2] [-h3] [-h4] [-h5] [-h6]
[input] [output]
ตอนติดตั้ง Linux Mint 22.1 (รวมถึงที่เคยติดตั้ง elementary OS ก่อนหน้านี้ด้วย) เวลาที่บูตเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา มันจะมีเมนูตัวเลือกว่าจะเข้าระบบแบบไหน แต่ตอนติดตั้ง Linux Mint 22.2 ในเครื่องใหม่ มันไม่แสดง Grub Menu ขึ้นมา
ที่จริงการที่ไม่มี Grub Menu ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการใช้งานหรอก หากต้องการเรียกให้แสดงก็แค่กดแป้นพิมพ์ Shift รัวๆ ไว้ตอนที่เปิดเครื่อง (BIOS/Legacy) หรือปุ่ม Esc key (UEFI) เมนูก็จะแสดงออกมาให้เห็น
วิธีตั้งค่าคือเข้าไปแก้ไขไฟล์ /etc/default/grub โดยจะใช้ editor ตัวใดก็ได้ แต่ต้องใช้สิทธิของ root หรือพิมพ์เพื่อแก้ไขใน terminal เช่น
sudo xed /etc/default/grub
หรือ
sudo gedit /etc/default/grub
หรือ
sudo nano /etc/default/grub
ไปที่บรรทัด GRUB_TIMEOUT_STYLE ถ้าต้องการให้แสดงเมนูก็ตั้งค่าเป็น
GRUB_TIMEOUT_STYLE=menu
แต่ถ้าไม่ต้องการให้แสดงเมนู ก็ใส่ค่าเป็น
GRUB_TIMEOUT_STYLE=hidden
จากนั้นบรรทัด GRUB_TIMEOUT= ให้ใส่เป็นตัวเลขวินาทีที่จะให้แสดงเมนู มันจะนับถอยหลังไปเรื่อยๆ หากเราไม่ได้กดปุ่มตัวเลือกอะไร มันก็จะบูตเข้าระบบอัตโนมัติ เช่น
GRUB_TIMEOUT=10
คือรอนับถอยหลัง 10 วินาที
บรรทัดไหน หากไม่ต้องการให้ทำงาน ก็ให้ใส่ # ไว้ต้นบรรทัด
แก้ไขเสร็จเรียบร้อยก็อัปเดต โดยพิมพ์ใน terminal ว่า
sudo update-grub
เท่านี้ก็เป็นเสร็จสิ้น
[ Reference ]